ประวัติศาสตร์กัมพูชาช่วงเกิดเขมร 4 ฝ่าย
in Uncategorized
as อำนาจทางการเมือง, เกิดกลุ่มเขมร 4 ฝ่าย
ประวัติศาสตร์กัมพูชาช่วงเกิดเขมร 4 ฝ่าย
ในปี พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) ช่วงนี้เราเรียกว่าเป็นช่วงที่เกิดกลุ่มเขมร 4 ฝ่าย ได้แก่
1. เขมรแดงโดย นายเขียว สัมพัน
2. เขมรเสรีโดย นายซอนซาน
3. เขมรเฮง สัมริน (รัฐบาลพนมเปญ) โดย นายฮุน เซน
4. กลุ่มเจ้าสีหนุ โดย เจ้ารณฤทธิ์
ซึ่งต่อมามีการประชุมเพื่อหาแนวทางสันติภาพของทุกฝ่ายภายใต้การควบคุมของ UNTAC (United Nations Transitional Authority in Cambodia) ในประเด็นการจัดตั้งสภาสูงสุดแห่งชาติกัมพูชา (Supreme National Council : SNC), จัดตั้งการเลือกตั้งเพื่อรัฐบาลชุดใหม่ และการเจรจาให้ทุกฝ่ายปลดอาวุธ แต่ก็เกิดความขัดแย้งกันเอง ผลของการประชุมเพื่อหาแนวทางสันติภาพปรากฏว่า ฝ่ายของนายฮุน เซนไม่พอใจ เพราะไม่ต้องการกลุ่มเขมรแดง แต่อยากจะกำจัด และไม่ต้องการให้เลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล ขณะที่นายเขียว สัมพัน แกนนำกลุ่มเขมรแดงไม่ยอมรับสนธิสัญญา เพราะไม่อยากปลดอาวุธ (เพราะยังมีทหารเวียดนามอยู่มาก) รวมทั้งไม่เชื่อใจ UNTAC เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ชอบกลุ่มเขมรแดง แม้ว่ากองกำลังเขมรแดงเข้มแข็งมากที่สุด แต่มีพื้นที่ที่ยึดครองน้อย หากไม่มีอาวุธก็จะเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังไม่ยอมรับการเลือกตั้งเพราะฝ่ายตนเป็นรองอยู่มาก แต่อ้างว่าการเมืองกัมพูชาไม่เสรีจริง ไม่ยุติธรรม และอำนาจส่วนใหญ่ยังอยู่ที่รัฐบาลฮุน เซน ไม่ใช่ UNTAC ผลสุดท้ายฝ่ายเขมรแดงไม่ยอมลงเลือกตั้งตามสนธิสัญญา เท่ากับเป็นการไม่ยอมรับการร่วมสร้างความเป็นหนึ่งในเขมร (ตั้งแต่นั้นมาคือเขมรแดงกลายเป็นพวกนอกกฎหมาย ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น) ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ.1993) มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในประเทศเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยการควบคุมของสหประชาชาติ (UN) ซึ่งพรรคที่ลงสมัคร ได้แก่
1. พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP : Cambodian people’s party) นำโดยนายฮุน เซน
2. พรรคฟุนซินเปค (FUNCINPEC) นำโดยเจ้านโรดม รณฤทธิ์
3. พรรคพุทธเสรีประชาธิปไตย นำโดย ซอนซาน ผู้นำเขมรเสรี
4. พรรคเอกภาพแห่งกัมพูชา นำโดยเขียว สัมพัน ผู้นำเขมรแดง (ไม่ได้ลงเลือกตั้ง)
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กัมพูชามีกษัตริย์เป็นประมุข เจ้านโรดมสีหนุ จึงได้เป็นประมุข และผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฟุนซินเปค (FUNCINPEC) ของเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ชนะการเลือกตั้ง ทำให้นายฮุน เซนไม่พอใจเป็นอย่างมากและคิดจะแบ่งแยกดินแดน ภายหลังเจ้าสีหนุประนีประนอมให้มีนายกรัฐมนตรี 2 คนได้ คือให้ เจ้ารณฤทธิ์เป็นนายกคนที่ 1 มีอำนาจมากกว่าตามฐานคะแนนเสียง ส่วนนายฮุน เซนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อมาไม่นานก็เกิดความขัดแย้งขึ้น เนื่องมาจากความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว จึงเกิดการสู้รบกัน สุดท้ายนายกรัฐมนตรี 2 คนก็หมดวาระลง ส่วนกลุ่มเขมรแดงก็เลยเป็นกลุ่มนอกกฎหมายที่สูญเสียอิทธิพลไปในที่สุด และในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) มีการกำหนดให้มีรัฐมนตรีได้คนเดียว ซึ่งจากการเลือกตั้งอีกรอบผลปรากฏว่า นายฮุน เซน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว และครองอำนาจทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเจ้านโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปคก็ลดบทบาททางการเมืองลง จนสุดท้ายก็ถูกสมาชิกพรรคถอดถอนออกจากตำแหน่ง ขณะที่เจ้านโรดม สีหนุ ก็สละราชบัลลังก์ให้ สมเด็จกรมพระนโรดม สีหมุนี ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยเวียดนามเข้ามามีบทบาท
in Uncategorized
as ต่อต้านรัฐบาลเขมรแดง, ต่อต้านเวียดนาม
ประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยเวียดนามเข้ามามีบทบาท
เวียดนามเข้ามามีบทบาทในกัมพูชา พ.ศ. 2522-2532 (ค.ศ. 1979-1989)ต่อมากัมพูชามีปัญหาทะเละเรื่องพรมแดนกับประเทศเวียดนาม ทำให้เวียดนามส่งกองทัพบุกยึดกรุงพนมเปญ ใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เวียดนามส่งกำลังเข้าช่วยเพื่อการปลดปล่อยประชาชาติ (The National United Front for National Salvation) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเฮง สัมริน เพื่อต่อต้านรัฐบาลเขมรแดง จากนั้น เวียดนามเข้ามาแทรกแซงในกัมพูชา ส่วนพวกเขมรแดงแตกพ่ายมาหลบอยู่ตามตะเข็บชายแดนกัมพูชา-ไทย ในปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) มีการจัดตั้งรัฐบาล เฮง สัมริน ซึ่งเป็นหุ่นเชิดให้กับทางเวียดนาม ทำให้ พอล พต ต้องลงจากอำนาจและกลุ่มเขมรแดงต้องถอยร่นและกระจัดกระจาย ในปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ.1982) นายพอล พต ร่วมกับเจ้าสีหนุจัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาธิปไตย โดยมี นายเขียว สัมพัน ขึ้นเป็นผู้นำในปี พ.ศ. 2528 แต่เชื่อกันว่า พอล พต คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อต่อต้านเฮง สัมริน ช่วงที่รัฐบาลเฮง สัมรินมีอำนาจนี้ ทำให้ชาวเวียดนามอพยพมาอยู่ในกัมพูชามากขึ้น จนเกิดกลุ่มต่อต้านเวียดนาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเขมรเสรี ซึ่งมีนายซอนซาน เป็นผู้นำ 2) กลุ่มที่สนับสนุนและยังจงรักภักดีกับเจ้านโรดม สีหนุ หรือกลุ่มมูลินากา (Moulinaka) ทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้ร่วมมือกับ กลุ่มเขมรแดง (ของพอล พต) ต่อสู้กับเวียดนามได้ เกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมเรียกว่า “รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย” ประกอบด้วย
1) กลุ่มมูลินากา (Moulinaka) หรือกลุ่มเจ้าสีหนุ เป็นประธานาธิบดี (จากกลุ่มเจ้าสีหนุ)
2) กลุ่มซอนซาน เป็นนายกรัฐมนตรี (จากกลุ่มเขมรเสรี)
3) เขียว สัมพัน เป็นรองนายกรัฐมนตรี (จากกลุ่มเขมรแดง)
ขณะที่รัฐบาลที่เมืองหลวงกรุงพนมเปญ ในขณะนั้น เรียกว่า “รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา” เป็นรัฐบาลของนายเฮง สัมริน ซึ่งมีนายฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย (กลุ่มเจ้าสีหนุ + เขมรเสรี + เขมรแดง) กับ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (เฮง สัมริน ซึ่งมีเวียดนามหนุนอยู่) ไทยและจีนได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของทั้ง 3 ฝ่าย เนื่องจากเกรงว่าเวียดนามจะมามีอำนาจในกัมพูชามากเกินไป นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยเองก็ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ (UN) และสนับสนุนให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา โดยฝ่ายเจ้านโรดม สีหนุ ก็ใช้วิธีการทางการทูตในการขอการสนับสนุนจากนานาชาติในการกดดันให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา รวมทั้งใช้กำลังทหารเข้าขับไล่ จนกระทั่งต่อมา พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) อำนาจได้ตกไปอยู่ที่ นายฮุน เซน (สมเด็จฮุน เซน) และใน พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) เวียดนามยอมถอนทหารออกจากกัมพูชา
ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเขมรแดง
ประวัติศาสตร์กัมพูชายุคเขมรแดง
กัมพูชาในกำมือนายพอล พต ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2522 ตกอยู่ในความรุนแรงสุดขั้ว เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับชาติใด ๆ โดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ยึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด นายพอล พต เป็นคนที่คลั่งลัทธิซ้ายสุด ๆ เขาเชื่อว่าระบบสังคมนิยมจะนำกัมพูชาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตได้ ดังนั้นเขาจึงมีแนวคิดว่า ประเทศควรจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ต้องเพิ่งวิทยาการเทคโนโลยีใด ๆ ขอให้มีข้าวกินก็อยู่ได้ เขาจึงกวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษาปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน ว่ากันว่าคนใส่แว่นสายตาที่ดูเหมือนมีความรู้ เป็นภัยต่อความมั่นคง ปกครองยาก จะถูกฆ่าอย่างไร้เหตุผล นายพอล พต ต้องการให้กัมพูชามีแต่ชนชั้นกรรมาชีพ จึงได้หลอกล่อประชาชนพลเมืองออกจากเมืองไปยังชนบทกันดาร ใช้แรงงานเพื่อการเกษตรอยู่ในค่ายแรงงาน ซึ่งประชาชนทุกคนมีสภาพชีวิตที่ลำบาก ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก รวมทั้งไม่มีอาหารที่เพียงพอ ซึ่งในเวลากว่า 4 ปีที่ พอล พต อยู่ในอำนาจ มีผู้คนล้มตาย อดอยาก ถูกทารุณกรรม ถูกฆ่าอย่างมหาศาล นอกจากนี้ เขมรแดงต้องการให้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีแต่คนเชื้อสายเดียว คือเชื้อสายกัมพูชาเท่านั้น จึงเกิด “ทุ่งสังหาร” เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทั้งชาวเวียดนาม ชาวจีน รวมถึงคนเขมรด้วยกันเอง ซึ่งมีการประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5-2 ล้านคน นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20
ประวัติศาสตร์ยุคหินเก่า
in Uncategorized
as ยุคหินเก่า, สัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติ
ประวัติศาสตร์ยุคหินเก่า
ยุคหินเก่า หมายถึง ยุคสมัยแรกซึ่งมีวัฒนธรรมไม่ค่อยจะดีนัก เป็นมนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthal Man) กะโหลกศีรษะแบน หน้าผากลาด เริ่มรู้จักศิลปะวาดภาพสัตว์บนผนังถ้ำ เริ่มมีพิธีฝังศพ อาศัยอยู่ในถ้ำ มีการเขียนภาพฝาผนังใช่เครื่องมือหินแบบหยาบๆ และอารยธรรมต่าง ๆ ก็ไม่เจริญรุ่งเรือง ดังนั้นคนจึงหาวิธีปรับตัว เช่น ใช้หินทำเป็นอาวุธล่าสัตว์ และนำสัตว์มาฆ่าแล้วนำไปทำเครื่องนุ่งห่ม ยุคนี้อยู่ในช่วง 2.5 ล้าน – 1 หมื่นปีล่วงมาแล้ว ยุคต่อมาหลังยุคหินเก่า คือ ยุคหินกลาง (Mesolithic) คนในยุคหินเก่าดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ และเสาะแสวงหาพืชผักผลไม้กินเป็นอาหารมีการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ และสภาวะแวดล้อมอย่างเต็มที่ กล่าวคือ เมื่อฝูงสัตว์ที่ล่าเป็นอาหารหมดลงก็ต้องอพยพย้ายถิ่นติดตามฝูงสัตว์ไปเรื่อย ๆ การที่มนุษย์จำเป็นต้องแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่เพราะต้องล่าสัตว์ดังกล่าว อาจทำให้คนต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคไปในตัวด้วย เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่ของคนในยุคหินเก่าต้องอยู่ กับการแสวงหาอาหารและการป้องกันตัวจากสัตว์ร้ายและภัยธรรมชาติรวมถึงการต่อสู้ในหมู่พวกเดียวกันเพื่อ การอยู่รอด จึงทำให้ต้องพัฒนาเกี่ยวกับเครื่องมือล่าสัตว์ โดยการพัฒนาอาวุธที่ทำด้วยหินสำหรับตัด ขูดหรือ สับ เช่น หอก มีด และเข็ม เป็นต้น ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมพบว่า คนในยุคหินเก่าเริ่มอยู่กันเป็นครอบครัว แล้ว แต่ยังไม่มีการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างแท้จริง เพราะวิถีชีวิตแบบเร่ร่อนไม่เอื้ออำนวยให้มีการตั้งหลักแหล่งถาวรขณะเดียวกันองค์กรทางการเมืองการปกครองก็ยังไม่เกิดขึ้น สังคมจึงมีสภาพเป็นอนาธิปัตยคือไม่มีผู้เป็นใหญ่แน่นอน ผู้ที่มีอำนาจมักเป็นผู้ที่มีความแข็งแรงเหนือผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบว่า คนในยุคนี้เริ่มรู้จักแสดงความรู้สึกออกมาในรูปของศิลปะบ้างแล้ว ศิลปะที่สำคัญ ได้แก่ รูปเขียนกระทิงเรียงกันเป็นขบวน ขุดค้นพบภายในถ้ำอัลตะมิระ ทางตอนใต้ของสเปนและ ภาพสัตว์ส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์ที่คนสมัยนั้นล่าเป็นอาหาร มีวัวกระทิง ม้าป่า กวางแดง และกวางเรนเดียร์ เป็นต้น พบที่ถ้ำสาบโก ในประเทศฝรั่งเศส ส่วนประเทศไทย พบที่ถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ เป็นต้น สังคมของมนุษย์ยุคหินเก่าตอนกลาง และยุคหินเก่าตอนปลาย มีระยะเวลาที่สั้น ปรากฏอารยธรรมเกิดขึ้นในทวีปยุโรป แอฟริกาและเอเชีย สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคหินเก่าตอนกลางส่วนมากคล้ายกับยุคกินเก่าตอนต้นแต่ก็พบว่าคนยุคกินเก่าตอนกลางบางแห่งมีพัฒนาการมากขึ้น มีการพบหลักฐานแสดงว่า คนยุคหินเก่าในช่วงปลายมีความสามารถในการจับสัตว์น้ำได้ดีและมีการคมนาคมทางน้ำเกิดขึ้นแล้ว เทคโนโลยีของยุคกินเก่าตอนปลายจะมีขนาดเล็กกว่ายุคหินเก่าตอนต้นและประโยชน์ใช้สอยดีขึ้นกว่าเดิม คนยุคหินเก่าตอนกลางจะมีวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่บนภูเขา ตามถ้ำ หรือเพิงผา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่บนพื้นราบ ริมน้ำหรือชายทะเล
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในสมัยกลาง
in Uncategorized
as จักรพรรดิออตโตที่ 1, โรมันอันศักดิ์สิทธิ
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในสมัยกลาง
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 1000 ราชวงศ์คาโรแลงเจียนสิ้นสุดไปในอาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก ผู้นำเผ่าทั้งสี่ (แซกโซนี บาวาเรีย ฟรังโคเนีย สวาเบีย) จึงเลือกดยุกเฮนรีแห่งแซกโซนีเป็นกษัตริย์แห่งเยอรมนี (King of Germany) ใน ค.ศ. 955 ชาวแมกยาร์ (Magyars) หรือชาวฮังการี เป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากเอเชีย บุกมาถึงเยอรมนี เข้าเผาทำลายปล้มสะดมหมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อน แต่จักรพรรดิออตโตก็ทรงขับไล่พวกแมกยาร์ได้ในการรบที่เลคฟิล์ด (Lechfield) ตามการสนับสนุนของพระสันตะปาปา พระโอรสคือ พระเจ้าออตโต เข้าช่วยเหลือพระสันตะปาปาจากการยึดครองของกษัตริย์แห่งอิตาลี (อาณาจักรแฟรงก์กลาง) พระเจ้าออตโตนำทัพเข้าปราบยึดอิตาลี และได้รับการสวมมงกุฎจากพระสันตะปาปาเป็นจักรพรรดิออตโตที่ 1 (Otto I) ใน ค.ศ. 962 เป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 1033 ราชอาณาจักรเบอร์กันดีในฝรั่งเศสถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิมีอาณาเขตไพศาลทั่วยุโรปกลาง และยังแผ่ขยายไปทางตะวันออกปราบปรามชาวสลาฟต่าง ๆ ได้แก่ พวกเวนด์ (Wends) พวกโอโบเดอไรต์ (Oboderites) และพวกโปล (Poles) กลายเป็นแคว้นเม็คเคลนเบิร์ก (Mecklenburg) แคว้นโปเมอราเนีย (Pomerania) และแคว้นบรานเดนบวร์ก (Brandenburg) กษัตริย์แห่งโบฮีเมีย (Bohemia – Czech) ก็เข้าสวามิภักดิ์ ทำให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ขยายอิทธิพลทั้งทางการเมืองและภาษาวัฒนธรรมไปยังดินแดนของชาวสลาฟทางตะวันออก เรียกว่า Ostsiedlung อิเล็กเตอร์ทั้งเจ็ดแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ ผู้เลือกจักรพรรดิ จักรพรรดิเฮนรีที่ 4 ทรงต้องการจะรวบอำนาจในองค์การศาสนา เช่น การแต่งตั้งบิชอปต่าง ๆ มาอยู๋ที่พระองค์ แต่พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 8 ทรงไม่ยินยอมจึงเกิดข้อขัดแย้งในอำนาจการแต่งตั้งสงฆ์ (Investiture Controversy) พระสันตะปาปาทรงบัพพาชนียกรรม (ขับจากศาสนา) จักรพรรดิเฮนรีใน ค.ศ. 1072 ซึ่งเป็นโทษทีร้ายแรงยิ่งกว่าตายสำหรับคนสมัยนั้น และปลดจักรพรรดิเฮนรีจากตำแหน่ง ทำให้บรรดาขุนนางก่อกบฏแย่งอำนาจจากพระเจ้าเฮนรีและแยกตัว ทำให้พระเจ้าเฮนรียอมจำนน ใน ค.ศ. 1077 ทรงรอพระสันตะปาปาเท้าเปล่ากลางพายุหิมะที่คาโนสซา (Canossa) เพื่อขอขมาพระสันตะปาปา เป็นชัยชนะของฝ่ายศาสนาต่อฝ่ายโลก ให้อำนาจของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิเสื่อมลงแต่บัดนั้น จนใน ค.ศ. 1122 ทั้งสองฝ่ายจึงสงบศึกในโองการพระสันตะปาปาแห่งเมืองวอร์ม (Concordat of Worms)
ประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่
ประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่
กัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีพรมแดนติดต่อกันหลายด้าน ไม่เพียงเท่านั้น ในอดีตไทยและกัมพูชาต่างดำเนินความสัมพันธ์กันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจว่า ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างของทั้งสองชาติยังคงมีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ดังนั้นเพื่อเป็นการทำความรู้จักกับประเทศกัมพูชาให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกัมพูชาในยุคสมัยใหม่มาฝากกันด้วยค่า สำหรับประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ตามข้อตกลงเจนีวาระหว่างเวียดนามกับฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2497 สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุปกครองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งผลกระทบของสงครามเย็น ทำให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2508 ตกต่ำเสื่อมโทรมถึงขีดสุด เกิดความวุ่นวายทางการเมือง จนทำให้นักศึกษา และประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาล ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2510 ชาวบ้านและชาวนาในอำเภอซัมลูด จังหวัดพระตะบอง ได้ก่อการจลาจล รัฐบาลจึงส่งทหารเข้าไปปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนซึ่งถูกรวมเรียกเป็น ฝ่ายซ้าย หลบหนีเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์กัมพูชา ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ป่าเขาต่อมาเดือนมีนาคม พ.ศ. 2513 นายพลลอน นอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ได้ทำการรัฐประหาร เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดี แล้วก่อตั้งเป็น “สาธารณรัฐกัมพูชา” ก่อนกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือเขมรแดง (Khmer Rouge) ซึ่งมีเวียดกงเป็นพันธมิตร เข้ายึดอำนาจปกครองกัมพูชาได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 จากนั้นมากัมพูชาอยู่ภายใต้อำนาจของนายพอล พต ผู้นำกลุ่มเขมรแดง
ประวัติศาสตร์อังกฤษราชวงศ์ทิวดอร์
in Uncategorized
as ประวัติศาสตร์อังกฤษราชวงศ์ทิวดอร์
ประวัติศาสตร์อังกฤษราชวงศ์ทิวดอร์
พระเจ้าเฮนรีที่ 7 ทรงเป็นพระโอรสของเอิร์ลแห่งริชมอนด์ (Earl of Richmond) ซึ่งเป็นพระโอรสของโอเวน ทิวดอร์ (Owen Tudor) ขุนนางชาวเวลส์ กับพระนางคัทเทอรีนแห่งวาลัวส์ (Catherine of Valois) ราชินีของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 จึงมักจะกล่าวกันว่าราชวงศ์ทิวดอร์มาจากเวลส์ พระเจ้าเฮนรีที่ 7 ทรงอภิเษกกับอลิซาเบธแห่งยอร์ค (Elizabeth of York) พระธิดาของพระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 4 เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลลางคัสเตอร์และยอร์ก เพื่อยุติสงครามดอกกุหลาบ แต่ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงต้องปราบกบฏของผู้ที่อ้างว่าเป็นองค์ชายตระกูลยอร์คที่ถูกขังอยู่ในหอคอยลอนดอน แต่ก็ทรงสามารถปราบได้ในค.ศ. 1487 (สโต๊ก) และค.ศ. 1499 รัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8การฟื้นฟูศิลปวิทยาการจากอิตาลีมาถึงอังกฤษ ในค.ศ. 1511 ทรงเข้าร่วมสันนิบาตศักดิ์สิทธิเพื่อต้านการรุกรานอิตาลีของฝรั่งเศส ในค.ศ. 1513 พระเจ้าเฮนรียกทัพบุกฝรั่งเศส ชนะฝรั่งเศสที่ Battle of the Spurs ทำให้ฝ่ายสกอตแลนด์ยกทัพมาบุกอังกฤษเพื่อช่วยฝรั่งเศส แต่พ่ายแพ้ที่ทุ่งฟลอดเดน (Flodden Field) ในค.ศ. 1525 เมื่อพระนางคัทเธอรีนแห่งอรากอน (Catherine of Aragon) ไม่สามารถจะให้กำเนิดทายาทเพื่อสืบทอดบัลลังก์ได้ มีแต่พระธิดาคือแมรี พระเจ้าเฮนรีจึงทรงวางแผนจะหย่าจากพระนางคัทเธอรีน และไปอภิเษกใหม่กับนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) พระเจ้าเฮนรีทรงส่งทูตไปหาองค์พระสันตะปาปาเพื่อขออนุญาตหย่า (จะแต่งงานหรือหย่ากษัตริย์ยุโรปต้องทรงขออนุญาตพระสันตะปาปาก่อน เพราะทรงเป็นเสมือนบาทหลวงผู้ประกอบพิธีแห่งยุโรป) แต่ขณะนั้นกรุงโรมถูกทัพของจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ยึดไว้อยู่ ซึ่งทรงเป็นพระนัดดาของพระนางคัทเธอรีน จึงกดดันพระสันตะมิให้ยอมให้พระเจ้าเฮนรีทรงหย่าจากพระมาตุจฉา เมื่อพระสันตะปาปาไม่ทรงยอม พระเจ้าเฮนรีก็ทรงทำเองเสียเลย ทรงปลดพระนางคัทเธอรีนในค.ศ. 1531 และอภิเษกกับนางแอนน์ โบลีนในค.ศ. 1533 ขณะทรงพระครรภ์ ให้กำเนิดองค์หญิงอลิซาเบธ พระเจ้าเฮนรีทรงเลิกเชื่อฟังพระสันตะปาปาที่กรุงโรม และทรงห้ามมิให้ขุนนางคนใดติดต่อกับโรม เรียกว่า การหย่าขาดจากโรม (Divorce from Rome) ในค.ศ. 1534 ทรงออกพระราชบัญญัติประมุขสูงสุด(Act of Supremacy) มอบอำนาจให้พระองค์ทรงเป็นประมุขสูงสุดของนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ พระเจ้าเฮนรีทรงทำลายอิทธิพลขององค์การศาสนาในอังกฤษ โดยประหารชีวิตที่ปรึกษาที่เป็นบาทหลวง เผาทำลายโบสถ์วิหารตามพระราชกฤษฎีกายุบอาราม (Dissolution of Monasteries) ยึดทรัพย์สินของศาสนาเข้าพระคลัง ทำให้ประชาชนไม่พอใจก่อจลาจล พระเจ้าเฮนรีทรงเข้าปราบปราม ในค.ศ. 1536 พระนางคัทเธอรีนสิ้นพระชนม์ พระเจ้าเฮนรีทรงสั่งให้ทั้งประเทศเฉลิมฉลองใหญ่โต เป็นวันเดียวกับที่นางแอนน์ โบลีน แท้งพระโอรสที่ใกล้จะคลอด ในค.ศ. 1536 พระนางแอนน์ โบลีน ซึ่งกลัวที่จะแจ้งความจริงให้กับพระเจ้าเฮนรี่ จึงวางแผนร่วมหลับนอนกับพี่ชายของตน (จอร์จ โบลีน) ระหว่างที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันในห้อง นางเจน โบลีน ภรรยาของพี่ชายของพระนางแอนน์ โบลีน มาพบเข้าจึงนำความเข้าทูลกับพระเจ้าเฮนรี่ พี่ชายของพระนาง และพระนาง จึงถูกสำเร็จโทษ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองมิได้ร่วมหลับนอนกันจริง เพราะไม่สามารถกระทำได้ ระหว่างรอนิรโทษกรรมพระนางแอนน์ โบลีน นางแมรี่ โบลีน น้องสาวของพระนางแอนน์ โบลีน มาเข้าเฝ้าพระเจ้าเฮนรี่ เพื่อขอชีวิตพี่สาวของตน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ท้ายที่สุดพระนางแอนน์ โบลีนก็ถูกนิรโทษกรรมตามพี่ชายของพระนางไป และพระเจ้าเฮนรีจะได้ทรงอภิเษกใหม่กับนางเจน โบลีน กลายเป็นเจน เซย์มูร์ (Jane Seymour) ใน ค.ศ. 1535 พระเจ้าเฮนรีทรงผนวกเวลส์กับอังกฤษ และทรงนำทัพเข้าบุกยึดไอร์แลนด์ จนปราบดาภิเษกพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งไอร์แลนด์ ใน ค.ศ. 1542 พระนางเจน ซีย์มอร์ ให้กำเนิดพระโอรสในที่สุดคือเอ็ดวาร์ด แต่นางเจนเสียชีวิตจากการตั้งพระครรภ์ ใน ค.ศ. 1540 ทรงส่งอภิเษกกับแอนน์แห่งคลีฟส์ แต่เพราะพระนางทรงพระโฉมไม่งามจึงทรงอภิเษกใหม่กับนางคัทเธอรีน โฮวาร์ด (Catherine Howard) แต่ทรงจับได้ว่านางมีความสัมพันธ์กับชายอื่นจึงทรงประหารชีวิตเสียและอภิเษกกับนางคัทเธอรีน พาร์ (Catherine Parr) ในค.ศ. 1543 ในค.ศ. 1547 พระเจ้าเฮนรีจึงสิ้นพระชนม์
ประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยพระราชินีนาถอลิซาเบธ (ค.ศ. 1558 ถึง ค.ศ. 1603)
in Uncategorized
as กษัตริย์โปรเตสแตนต์, พระราชินีนาถอลิซาเบธ
ประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยพระราชินีนาถอลิซาเบธ (ค.ศ. 1558 ถึง ค.ศ. 1603)
พระราชินีนาถอลิซาเบธ ขณะทัพเรือาร์มาดาสเปนบุก ทรงเอาพระหัตถ์กุมลูกโลก แสดงถึงพระแสนยานุภาพระดับโลกพระนางอลิซาเบธ ทรงเป็นพระธิดาของพระเจ้าเฮนรีที่ประสูติกับแอนน์ โบลีน ขึ้นครองราชย์ในค.ศ. 1558 รัชสมัยของพระนางเป็นสมัยที่อังกฤษรุ่งเรืองและสงบสุขเป็นส่วนใหญ่ บุคคลในสมัยของพระนางที่มีชื่อเสียงคือ วิลเลียม เช็คสเปียร์พระราชินีนาถอลิซาเบธทรงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาในอังกฤษ โดยทรงก่อตั้งนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใกล้เคียงกับคาทอลิกมากที่สุด เพื่อความสมานฉันท์ระหว่างพวกคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ในอังกฤษ เป็นศาสนาของอังกฤษ ไม่ขึ้นกับพระสันตะปาปา โดยทรงออกพระราชบัญญัติพระราชอำนาจ (Act of Supremacy) ในค.ศ. 1559 ปราบดาภิเษกพระนางเองเป็นผู้ปกครองสูงสุดของนิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ แต่พระนางก็ยังทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์โปรเตสแตนต์ และเป็นที่เกลียดชังของพวกคาทอลิกอยู่ดีรัฐสภาต้องการให้พระนางอลิซาเบธทรงอภิเษก แต่พระนางทรงมีความสามารถปกครองประเทศได้โดยไม่อาศัยผู้ชาย ทำให้ทรงได้รับฉายาว่า ราชินีพรหมจรรย์ (The Virgin Queen) แม้จะมีผู้เสนอตัวหลายคน เช่น พระเจ้าฟิลิปแห่งสเปน พระราชสวามีของพระนางแมรี แต่พระนางอลิซาเบธทรงปฏิเสธ ในด้านการต่างประเทศ พระนางอลิซาเบธทรงสนับสนุนกบฏต่างๆเพื่อให้ประเทศเหล่านั้นอ่อนแอลง เช่น กบฏฮอลันดาที่จะแยกตัวจากสเปน และพวกอูเกอโนต์ในสงครามศาสนาของฝรั่งเศส โดยเฉพาะสเปน พระนางส่งเซอร์ ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) เดินทางรอบโลกเพื่อโจมตีอาณานิคมต่างๆของสเปน เมื่อพระนางแมรีแห่งสกอต (Mary, Queen of Scots) กลับจากฝรั่งเศสในค.ศ. 1565 พระนางอลิซาเบธทรงเกรงว่าอิทธิพลของฝรั่งเศสจะแผ่มาถึงสดอตแลนด์ จึงทรงทำสงครามขับเคี่ยวกับพระนางแมรีแห่งสกอต จนพระนางแมรีถูกจับและประหารชีวิตในค.ศ. 1587 พระเจ้าฟิลิปทรงเห็นว่าพระนางอลิซาเบธเป็นภัยต่อสเปน จึงทำสงครามอังกฤษ-สเปน ในค.ศ. 1588 ส่งทัพเรือมหึมาเรียกว่าอาร์มาดาสเปน (Spanish Armada) มาบุกอังกฤษ แต่ฟรานซิสเดรกก็ทำลายทัพเรือสเปนได้เพราะทิศลมเข้าข้างอังกฤษ ทางไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นคาทอลิกและต่อต้านพระนางอย่างหนัก พระนางจึงให้ทัพอังกฤษเข้าบุกกวาดล้างและปราบปรามไอร์แลนด์ ทำให้ในที่สุดไอร์แลนด์ก็ตกเป็นของอังกฤษ
ประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์
in Uncategorized
as การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์, ขึ้นครองราชย์
ประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์
เมื่อองค์ชายเจมส์ครองบัลลังก์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ก็ทรงต้องเผชิญกับกบฏหลายครั้ง ในค.ศ. 1687 พระเจ้าเจมส์ทรงออกกฎหมายการใช้พระราชอำนาจขัดขวางการกดขี่ผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และในค.ศ. 1688 เจ้าชายเจมส์พระโอรสที่เป็นคาทอลิกก็ประสูติ ทำให้ชาวอังกฤษกลัวว่าราชวงศ์คาทอลิกจะปกครองประเทศ จึงอัญเชิญพระสวามีขององค์หญิงแมรีพระธิดาพระเจ้าเจมส์ คือ เจ้าชายวิลล์เฮมแห่งออเรนจ์ ผู้ครองฮอลันดา มาบุกอังกฤษ พระเจ้าเจมส์ทรงหลบหนีไปฝรั่งเศส เจ้าหญิงแมรีและเจ้าชายแห่งออเรนจ์ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชินีนาถแมรีที่ 2 และพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 เรียกเหตุการณ์นี้ว่า การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ รัฐสภาออกกฎหมายห้ามมิให้พวกคาทอลิกขึ้นบัลลังก์อังกฤษ พระเจ้าเจมส์ทรงไปไอร์แลนด์ที่เป็นคาทอลิกเพื่อระดมพลมาสู้ แต่พระเจ้าวิลเลียมก็เอาชนะพระองค์ได้ที่บอยน์ (Boyne) ทำให้พระเจ้าเจมส์หนีกลับไปฝรั่งเศส ในค.ศ. 1689 รัฐสภาออกพระราชบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) ริดรอนพระราชอำนาจมิให้ทรงขัดขวางการออกกฎหมายหรือใช้พระราชทรัพย์และกำลังพลตามพระทัย ทำให้กษัตริย์อังกฤษทรงตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐสภามาถึงทุกวันนี้ พระเจ้าวิลเลียมทรงเกลียดชังฝรั่งเศสตั้งแต่ยังทรงครองฮอลันดา ทำให้ทรงนำอังกฤษเข้าร่วมสงครามมหาสัมพันธมิตร (War of the Grand Alliance) ในสกอตแลนด์เกิดกบฏจาโคไบต์ (Jacobite Rebellion) เพื่อนำพระเจ้าเจมส์กลับสู่บัลลังก์ ทำให้พระเจ้าวิลเลียมทรงนำทัพเข้าปราบปราม โดยเฉพาะการสังหารหมู่ที่เกลนโค (Massacre of Glencoe) สังหารชาวสกอตอย่างโหดร้ายบนภาคพื้นทวีปทัพอังกฤษและฮอลันดาพ่ายแพ้ฝรั่งเศส และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ยังทรงสนับสนุนพระเจ้าเจมส์อีกด้วย แต่ในค.ศ. 1697 พระเจ้าหลุยส์ทรงยอมรับพระเจ้าวิลเลียม เพื่อให้ได้ดินแดนตอบแทน ในค.ศ. 1700 พระเจ้าวิลเลียมทรงให้ใช้ลอนดอนเป็นที่หารือว่าสเปน (ราชวงศ์แฮปสบูร์กสิ้นสุด) จะตกเป็นของใคร แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งสเปน ก่อนสิ้นพระชนม์ยกสเปนและดินแดนอื่นๆทั้งหมดให้พระเจ้าฟิลิปที่ 5 แห่งสเปน พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทำให้ชาติต่างๆรวมทั้งอังกฤษ ทำสงครามสืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession)การสืบราชสมบัติอังกฤษก็สำคัญไม่แพ้กัน ทรงมอบบัลลังก์ให้องค์หญิงแอนน์ พระขนิษฐาของพระนางแมรี และออกพระราชบัญญัติการสืบราชสมบัติ (Act of Settlement) ในค.ศ. 1701 ว่าหากราชวงศ์โปรเตสแตนต์สิ้นไป ให้พระนางโซฟี ภริยาของอิเลกเตอร์แห่งแฮนโนเวอร์ (Sophie, Electress of Hannover) ในเยอรมนี พระนัดดาของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ครองบัลลังก์อังกฤษ
ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองอังกฤษ
in Uncategorized
as ทำสงคราม, พระเจ้าชาร์ลส์ครองราชย์
ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองอังกฤษ
พระเจ้าชาร์ลส์ทรงนำทัพเข้าบุกรัฐสภา เพื่อจับกุมขุนนางบางคน แต่ไม่สำเร็จ จึงทรงหลบหนีออกไปจากลอนดอนไปทางเหนือ เป็นจุดเริ่มต้นของ ‘สงครามกลางเมืองอังกฤษ’ เมืองต่างๆในอังกฤษประกาศตนเข้าฝ่ายรัฐสภาหรือกษัตริย์ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ทำสงครามกัน ระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยม และฝ่ายรัฐสภา (Parliamentarian) ในค.ศ. 1645 ฝ่ายรัฐสภาปรับปรุงกองทัพเป็นกองทัพตัวอย่าง พระเจ้าชาร์ลส์ทรงพ่ายแพ้ยับเยิน จนทรงหนีไปสกอตแลนด์ในค.ศ. 1646 พระเจ้าชาร์ลส์ทรงเจรจากับพวกสก็อต แต่ก็ทรงถูกส่งพระองค์ให้ฝ่ายรัฐสภา ใน ค.ศ. 1648 ทัพสกอตจึงบุกอังกฤษ แต่ก็แพ้ฝ่ายรัฐสภา ถึงตอนนี้พวกรัฐสภาแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ยังต้องการให้พระเจ้าชาร์ลส์ครองราชย์ต่อกับฝ่ายที่จะล้มล้างพระองค์ ในปีเดียวกัยนายพลไพรด์ (Colonel Pride) นำทัพยึดอำนาจจากพวกที่ผ่อนปรนพระเจ้าชาร์ลส์ กลายเป็นรัฐสภารัมพ์ ประกาศยกเลิกระบอบกษัตริย์และตั้ง เครือจักรภพแห่งอังกฤษ ทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ทรงถูกสำเร็จโทษโดยการบั่นพระศอหน้าพระราชวังไวท์ฮอลล์ ใน ค.ศ. 1649โอลิเวอร์ ครอมเวลล์นำกำลังเข้าปราบปรามกบฏไอร์แลนด์อย่างดุร้ายในค.ศ. 1649 ในสกอตแลนด์ พวกรักษาสัญญา (Covenanters ดูประวัติศาสตร์สกอตแลนด์) เกรงว่าอังกฤษจะเข้าควบคุมประเทศ จึงอัญเชิญพระโอรสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าชาร์ลส์ แห่งสกอตแลนด์ ทำให้โอลิเวอร์ครอมเวลล์ออกจากไอร์แลนด์มาทำศึกกับสกอตแลนด์ในค.ศ 1650 เรียกว่า สงครามสามอาณาจักร (War of the Three Kingdoms) พระเจ้าชาร์ลส์และพวกสกอตพ่ายแพ้และถอยหนี ครอมเวลล์จึงตามไปในสกอตแลนด์ แต่พระเจ้าชาร์ลส์ทรงฉวยโอกาสนำทัพหลบหนีมาบุกอังกฤษในค.ศ. 1651 สมทบกับพวกสนับสนุนกษัตริย์ แต่ครอมเวลล์ก็ตามมาทันและตีทัพพระเจ้าชาร์ลส์พ่ายแพ้ไป ทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ทรงหลบหนีไปฝรั่งเศส จบสงครามกลางเมือง